การเดินทางของ SET

SET
กราฟจาก E-Finance

แหมจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ วันนี้ (4ม.ค.2561) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ : SET ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ 1,791.02 จุด ทุบสถิติ 1,789.16 จุดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี2537 (ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง)

เห็นดัชนีเพิ่งมาแซงกันได้แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมากันง่ายๆเพราะหลังจากทำสถิติตอนปี2537 ดัชนีมีลงไปถึง 204.59 จุดแทบไม่เหลืออะไรตอนปี2541 (เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งนั่นแหละ) วันนี้ก็เลยอยากมาย้อนหลังดูว่า SET ของเรากว่าจะผ่านแต่ละหลักของดัชนีใช้เวลาเท่าไรบ้าง เริ่มต้นจากช่วงที่ลงไปต่ำสุดตอนวิกฤตซับไพร์ม ปี2551 ครับ

  • เดือน พ.ย.51 ดัชนีลงไปต่ำสุดที่ 380.05 และวนเวียนอยู่ระหว่างหลัก 300-400
  • พ.ค.52 ดัชนีผ่านหลัก 500 (ใช้เวลา 6 เดือน)
  • มิ.ย.52 ดัชนีผ่านหลัก 600 (ใช้เวลา 1 เดือน)
  • ก.ย.52 ดัชนีผ่านหลัก 700 (ใช้เวลา 3 เดือน)
  • เม.ย.53 ดัชนีผ่านหลัก 800 (ใช้เวลา 7 เดือน)
  • ส.ค.53 ดัชนีผ่านหลัก 900 (ใช้เวลา 4 เดือน)
  • ต.ค.53 ดัชนีผ่านหลัก 1,000 (ใช้เวลา 2 เดือน)
  • เม.ย.54 ดัชนีผ่านหลัก 1,100 (ใช้เวลา 6 เดือน)
  • มี.ค.55 ดัชนีผ่านหลัก 1,200 (ใช้เวลา 11 เดือน)
  • ก.ย.55 ดัชนีผ่านหลัก 1,300 (ใช้เวลา 6 เดือน)
  • ธ.ค.55 ดัชนีผ่านหลัก 1,400 (ใช้เวลา 3 เดือน)
  • ก.พ.56 ดัชนีผ่านหลัก 1,500 (ใช้เวลา 2 เดือน)
  • มี.ค.56 ดัชนีผ่านหลัก 1,600 (ใช้เวลาแค่ 1 เดือน) แล้วทัวร์ก็เริ่มตรงนี้ครับ
  • พ.ค.56 ดัชนีขึ้นไปทำจุดสูงสุด 1,649.77 จุด แล้วก็วนๆเวียนๆ ลงไปต่ำสุดถึง 1,205.44 จุด และขึ้นชนแถว 1,600 อีกหลายครั้ง
  • จนมาถึงเดือน ส.ค.60 ดัชนีทำจุดสูงสุด 1,626.22 แล้วหลังจากนั้นไม่หลุดให้เห็นหลัก 1,500 อีกเลย
  • ต.ค.60 ดัชนีผ่านหลัก 1,700 (ใช้เวลา 56 เดือนจากที่ผ่านหลัก 1,600 ครั้งแรกเมื่อปี มี.ค.56)
  • ล่าสุดดัชนี 1,791.02 ไม่ทันไรก็จะ 1,800 แล้วซึ่งถ้าถึงก็เท่ากับใช้เวลาแค่ 3 เดือนผ่านจากหลัก 1,700 มาหลัก 1,800

ข้อสังเกต ถ้าเราลองเฉลี่ยดูว่า SET จะวิ่งจากหลักหนึ่งไปอีกหลักหนึ่งต้องใช้เวลากี่เดือน ก็ปรากฏว่าถ้าเราใช้ข้อมูลทั้งหมดซึ่งรวมช่วงทัวร์ 56 เดือนไปด้วยจะได้ค่าเฉลี่ยที่ 8 เดือนครับ แต่ถ้าตัด 56 เดือนนี้ออกไปจะพบว่าการวิ่งผ่านหลัก 100 จุดนี้ใช้เวลาเฉลี่ย 4 เดือนครับ

อ่านกันเพลินๆนะครับ ไม่ได้ชี้นำหรือใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงการลงทุนแต่อย่างใดครับ

Advertisement

ดอกเบี้ย

calculator.jpg

ว่ากันด้วยเรื่องของดอกเบี้ย…

ดอกเบี้ยโดยทั่วไปแล้วประกาศเป็นอัตรา ต่อปี ครับ

สมมติเราไปฝาก เงินฝากประจำ 1 ปี ได้ดอกเบี้ย 1.30% นั่นก็หมายถึง 1.30% ต่อปี ฝาก 1 ปีถึงจะได้ผลตอบแทน 1.30% เช่นฝาก 10,000 ผ่านไป 1 ปี ก็ได้ดอกเบี้ย 10,000 x 0.013 = 130 บาท

ถ้าฝากไม่เต็มงวดล่ะ เช่นฝากไป 250 วัน โดยทั่วไปดอกเบี้ยก็ถูกคำนวณเป็นวันครับ คือเอาดอกเบี้ย ต่อปี มาหารเป็นต่อวันก่อน แล้วค่อยคิดเป็นวันตามจริง ตามตัวอย่างนี้ก็ได้ดอกเบี้ยวันละ 0.013/365 = 0.0000356164 ฝาก 10,000 บาทไป 250 วัน ดังนั้นได้ดอกเบี้ย 0.0000356164 x 250 x 10,000 = 89 บาท (ดอกเบี้ยบัตรเครดิตถ้าเราจ่ายขั้นต่ำหรือผิดนัดชำระ ก็คิดดอกเบี้ยเราต่อวันครับ)

ทีนี้เราก็พอจะรู้แนวแล้วว่าสามารถคำนวณดอกเบี้ยปรับตามระยะเวลาได้อย่างไร เช่นถ้ายืมเงินคิดดอกเบี้ยกัน 1 เดือน อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ดังนั้นดอกเบี้ยคือ 0.06/12 = 0.005 (หรือ 0.5% ต่อเดือน)

กลับกันเวลาที่ได้ยินสินเชื่อเงินสดมาโฆษณาว่า 0.89% ต่อเดือน เหมือนถูก แต่จริงๆแล้วดอกเบี้ยคือ 0.89 x 12 = 10.68% ต่อปี

หรือเวลาที่ไปซื้อกองทุนรวมที่มีระยะเวลา เช่นกองทุน 6 เดือนคาดว่าจะได้ผลตอบแทน 1.40% สมมติฝากไป 10,000 เมื่อครบ 6 เดือนก็ไม่ใช่จะได้ผลตอบแทน 0.014 x 10,000 = 140 แต่ว่าได้ครึ่งเดียวคือ 0.7% ดังนั้นได้ดอกเบี้ย 0.007 x 10,000 = 70 บาท

เช่นกันถ้าลงทุนกองทุน 3 เดือนคาดว่าจะได้ผลตอบแทน 1.20% ก็ใช่ว่าครบ 3 เดือนแล้วจะได้ 120 บาท แต่ว่าได้ 1.20%/4 =0.3% หรือเท่ากับ 10,000 x 0.003 = 30 บาทครับ

แต่การลงทุนที่มีระยะเวลาความถี่ต่างกัน ก็ให้ผลตอบแทนที่ต่างกันนะครับ เกิดจากการทบต้นของดอกเบี้ย จากตัวอย่างเดิม ลงทุนกองทุนที่คาดจะให้ผลตอบแทน 1.20% ถ้าลงทุนรวดเดียว 1 ปีเลยด้วยเงิน 10,000 บาท ก็จะได้ดอกเบี้ย 0.012 x 10,000 = 120 บาท รวมเงินต้นเป็น 10,120 บาท

แต่ถ้าลงกองทุน 3 เดือนที่ให้ผลตอนแทน 1.20% ต่อปีเหมือนกัน ลงทุน 3 เดือนได้มา 30 บาท รวมเงินต้นเป็น 10,030 บาท แล้วเอาไปลงทุนต่อในกองทุน 3 เดือนที่ให้ผลตอบแทน 1.20% ต่อปีอีกรอบ ทีนี้จะได้ผลตอบแทนเป็น 0.003 x 10,030 = 30.09 บาท รวมแล้วเป็น 10,060.09 บาท ทำไปครบปีจะเป็นแบบนี้

10,000 x 0.003 = 10,030
10,030 x 0.003 = 10,060.09
10,060.09 x 0.003 = 10,090.27
10,090.27 x 0.003 = 10,120.54 สรุปคือได้เพิ่มมาอีก 0.54 บาท (แหม ใช้ตัวอย่างมูลค่าน้อยไปหน่อย)

ดังนั้นด้วยดอกเบี้ยต่อปีที่เท่ากัน ถ้ามีการทบต้นที่ถี่มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นที่มาของโอกาสในการลงทุนที่เคยได้ยกตัวอย่างไว้ใน โอกาสในตลาดหุ้น

หวังว่าบทความนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดคำนวณดอกเบี้ยและผลตอบแทนมากขึ้นครับ

ชอบแบบตื่นเต้น

roulette-rules.jpg.pagespeed.ce.i7oLg-w-ks

“Investing should be more like watching paint dry or watching grass grow. If you want excitement, take $800 and go to Las Vegas.” – Paul Samuelson

ตลาดหุ้นวันนี้มี warrant ตัวหนึ่งทำราคาวิ่งร้อนแรงมาก โดยราคาของ warrant ตัวนี้ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมา 3 วันรวด ถ้าไปเช็คดูราคาของหุ้นแม่ซึ่ง warrant ตัวนี้อ้างอิงอยู่นั้น ราคาหุ้นแม่แทบไม่ขยับเลย พอไปเช็คข่าว ก็ไม่มีอะไรพิเศษ ดูไปดูมาจึงรู้ว่า warrant ตัวนี้ใกล้หมดอายุ จึงมีการเข้ามาซิ่งกันมากเป็นพิเศษ

ประเด็นก็คือว่ามีคนจำนวนมากที่เห็นหุ้นแบบนี้แล้ววิ่งเข้าใส่แบบไม่ดูข้อมูล ไม่มีแผนการรองรับ จังหวะที่ได้กำไรตามน้ำก็ยังพอได้อยู่ และได้ความตื่นเต้นด้วย แต่หารู้ไม่คือต้องรับความเสี่ยงจากการเก็งกำไรไปเต็มๆ

การลงทุนมีความเสี่ยง และ Paul Samuelson ชี้ให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งว่าการลงทุนให้งอกเงยนั้นควรอดทนและใจเย็น บอกว่า ลงทุนต้องใจเย็นๆ ถ้าอยากตื่นเต้น ถือเงินไปบ่อนดีกว่า…

ขอบคุณ quote จาก
The Top 17 Investing Quotes of All Time

โอกาสในตลาดหุ้น

SET

ตลาดหุ้นมีคำตอบครับ…

ลักษณะของการลงทุนที่สำคัญและทรงพลังอย่างหนึ่งนั่นคือการทบต้นของดอกเบี้ย (Compound Interest)
และในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อผลการลงทุนคือ เวลา

ดังจะเห็นได้ว่าในการลงทุนเพื่อเกษียณอายุนั้น เราจำเป็นต้องลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อให้กองเงินลงทุนของเรานั้นเติบโตขึ้นตามระยะเวลา ต้องใช้เวลากว่า 30 ปีในการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนระดับ 5% ต่อปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเกษียณอายุ

การลงทุนเพื่อการเกษียณ
https://charoenjit.com/2017/11/22/วางแผนเกษียณ/

ในสภาวะการลงทุนปัจจุบัน ผลตอบแทนที่เราพอจะอ้างอิงได้ จะประมาณนี้
*เงินฝากประจำ 1 ปี ผลตอบแทนประมาณ 2% ต่อปี
*กองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี
*กองทุนหุ้น ผลตอบแทนประมาณ 12% ต่อปี
สังเกตตรงคำว่า ต่อปี นั่นหมายความว่า ในทางทฤษฎีต้องลงทุนผ่านไป 1 ปี จึงจะได้ผลตอบแทนตามนั้น

แล้วถ้าเรามีเวลาน้อย หรือเราอยากได้เร็วกว่านั้นล่ะ…!
ตลาดหุ้นมีคำตอบครับ…

เพราะว่าตลาดหุ้นเปิดทุกวัน (ทำการ) แถมมีหุ้นให้เทรด 400-500 ตัว และแต่ละตัวก็มีการเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ

ทีนี้พอจะเห็นภาพไหมครับว่าเมื่อในตลาดมีหุ้นที่เคลื่อนไหวทั้ง 2% 5% 12% หรือมากกว่านั้น ดังนั้นการเทรดหุ้นก็จะช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาไปได้ และมีโอกาสให้เรา (ในบทความนี้ผมเขียนในมุมมองของ โอกาส ล้วนๆเลยนะครับไม่ได้พูดถึง ความเสี่ยง เลย)

ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติ…
เริ่มลงทุนด้วยเงิน 50,000 บาท ทำกำไรครั้งละ 5% ได้กำไรมานำไปทบต้นแล้วลงทุนต่อ ตั้งเป้าหมายกำไรทีละ 5%

1 50,000 x 1.05 = 52,500 เป็นเงินต้น + ผลกำไร เมื่อเราได้ผลตอบแทน 5% ต่อครั้ง ย้ำว่า ต่อครั้ง
2 52,500 x 1.05 = 55,125
3 55,125 x 1.05 = 57,881.25
.
.
.
15 98,996.58 x 1.05 = 103,946.41 เมื่อลงทุนสำเร็จมา 15 ครั้ง เงินลงทุนเราเพิ่มเป็น 2 เท่า
16 103,946.41 x 1.05 = 109,143.73
17 109,143.73 x 1.05 = 114,600.92
.
.
29 196,006.46 x 1.05 = 205,806.78 เงินลงทุนเราจะกลายเป็น 4 เท่า เมื่อผ่าน 29 ครั้ง
.
43 388,079.38 x 1.05 = 407,483.35 และเพิ่มเป็น 8 เท่าเมื่อผ่าน 43 ครั้ง
.
.
48 495,298.55 x 1.05 = 520,063.48 และมาครบ 10 เท่าตอนผ่านการลงทุนสำเร็จครั้งที่ 48 โดยไม่ได้เกี่ยวกับปัจจัยเรื่องระยะเวลา

ยกตัวอย่างให้เห็นถึงการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งความจริงแล้วต้องใช้ทั้งฝีมือ พละกำลัง เวลา
แล้วก็มีความเสี่ยงที่จะเจอผลขาดทุนระหว่างทางด้วย ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกครั้ง…

แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีโอกาส…

เกษียณ…ต้องเตรียมเงินไว้เท่าไร?

oldman.jpg

หลังเกษียณอยากจะมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท…จะต้องเตรียมเงินไว้เท่าไร?

ช่วงปลายปีนี้หลายคนเตรียมตัวจะซื้อ LTF RMF
จุดประสงค์หลักในการซื้อคือสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
แต่จริงๆแล้วการลงทุนอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะใน RMF ช่วยเราในการบรรลุแผนเกษียณได้

การวางแผนเกษียณเกี่ยวข้องกับการวางแผนว่าจะเกษียณอายุเท่าไร จะใช้ชีวิตอย่างไรและที่สำคัญ…
จะต้องเตรียมเงินไว้เท่าไร?
วันนี้ลองมาคำนวณกัน

ถาม : ตอนนี้อายุ 30 จะเกษียณอายุ 60 แล้วคงจะอยู่ไปจนถึงอายุ 85 (เท่ากับอยู่หลังเกษียณอีก 25 ปี)
หลังเกษียณแล้วอยากจะมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท
ตอนอายุ 60 จะต้องมีเงินก้อนเท่าไร แล้วต้องลงทุนยังไงบ้าง

ตอบ : จากการคำนวณพบว่าเราจำเป็นจะต้องมีเงินก้อน ณ ตอนเกษียณอายุ 60 ปี ประมาณ 4,300,000 บาท โดยที่หลังเกษียณเราต้องเอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 3% ต่อปีด้วย (กองทุนตราสารหนี้ก็ได้) จะถอนออกมาใช้ได้ปีละ 240,000 บาท (เดือนละ 20,000 นั่นแหละ) ส่วนตลอด 30 ปีจากวันนี้ไปจนถึงเกษียณ จะต้องออมเงินเดือนละประมาณ 5,400 บาท (ปีนึงประมาณ 65,000) เพื่อเอาไปลงทุนให้ได้ผลตอนแทน 5% ต่อปี ซึ่งถ้าเป็น RMF ที่เป็นกองหุ้น สามารถอ้างอิงผลตอบแทนต่อปีประมาณ 12% เลยนะ 5% นี่สบาย

ถามต่อ : สมมติว่ากลัวไม่พอล่ะ 20,000 ตอนนี้อีก 30 ปีข้างหน้าไม่น่าจะพอ อาจจะต้องเตรียมไว้ 40,000 ต่อเดือน…ทีนี้ทำยังไง

ตอบ : ถ้าเป็นเช่นนั้นต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 8.4 ล้านบาท โดยเพิ่มการลงทุนเป็นเดือนละ 10,500 บาท
โดยสมมติฐานอื่นๆยังคงเหมือนเดิม (ก็เบิ้ลเข้าไปนั่นแหละ)

ปัจจัยสำคัญคือถ้าเรา 1)เริ่มออมเร็ว 2)ออมเดือนนึงได้มาก 3)สร้างผลตอบแทนได้สูง (ระวังความเสี่ยงด้วย) 
ถ้าทำได้ก็จะช่วยให้เราบรรลุแผนได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สบายขึ้นด้วย…

ลองไปเล่นกันต่อได้ที่ https://www.set.or.th/happymoney/home.html

SMART

smart
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล (Financial Planning) คือการตั้งเป้าหมาย

เป้าหมายยิ่งชัดเจนยิ่งช่วยให้สามารถวางแผนและบรรลุตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

ในเนื้อหาของการอบรมและสอบคุณวุฒินักวางแผนทางการเงิน (CFP) ระบุถึงแนวทางในการตั้งเป้าหมายอย่างเหมาะสม มีหลักการจำง่ายๆว่า S M A R T

S Specific เฉพาะเจาะจง : ต้องการซื้อบ้าน townhome 2 ชั้น
M Measurable วัดได้ : ราคาประมาณ 4 ล้านบาท
A Achievable ทำได้ : ไม่ใช่เงินเดือนหลักหมื่นแต่มองบ้าน 20 ล้านหรือจะซื้อเงินสดทั้งที่ยังไม่ได้เก็บเงิน
R Realistic/Relevant สมเหตุสมผล : เช่น อยู่ 2คน 2 ห้องนอนพอ
T Time-bound มีระยะเวลา : ภายใน 3 ปีเริ่มดาวน์เริ่มผ่อน…

++++++++++++++++++++++++++++++++

แล้วถ้าลองเอามาใช้กับเป้าหมายทั่วๆไปล่ะ

*ต้องการลดน้ำหนัก (S) 3 กก. (M) ภายใน 2 เดือน (T) ด้วยการออกกำลังกาย (A) 4 วันต่อสัปดาห์ (R)
*เขียน blog (S) วันละ 1 เรื่อง (M)(A) เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ (R)ในอีก 1 เดือนข้างหน้า (T)
*เคลียร์งานเอกสารที่ค้างอยู่ (S) ให้เสร็จ 1 ชุด (M)(A) ใน 1 ชม. (T) ก่อนกลับบ้าน (R)
*ให้เวลาคิดงาน project (S) วันละ 30 นาที (R) ให้สำเร็จ 1 ประเด็น (M)(A) ในช่วงสัปดาห์หน้า (T)
*ปี 2018 (T) จะอ่านหนังสือ (S) วันละ 5 หน้า (M)(A) ทุกวัน (R)
*สร้างรอยยิ้ม (S) ให้เพื่อนร่วมงาน (A) 3 คน (M) ในวันพรุ่งนี้ (R)(T)

++++++++++++++++++++++++++++++++

ลองไปปรับใช้กันดูนะครับ เผื่อชีวิตจะได้มีเป้าหมายแบบ S M A R T