เวลา

clock.jpg

1.

“นายA” วันๆไม่ทำอะไร มาสาย ตอกบัตร ทำงานนิดๆหน่อยๆ ไปเข้าห้องน้ำ เล่น social พัก กินข้าว คุยเล่น ทำงานนิดๆหน่อยๆ พัก กลับบ้าน ไม่ได้อะไร

“นายB” มาเช้า ขยัน นั่งโต๊ะตลอด ไม่เข้าห้องน้ำ ไม่เล่น social พักตรงเวลา ช่วยเหลือคนอื่น ใครมีงานอะไรให้ช่วยรับมาทำให้ตลอด ใครโทรมาปรึกษาต้องแนะนำ คุยยาวๆจนจบ สิ้นวันงานตัวเองไม่เสร็จเหมือนกัน

ใครบริหารเวลาได้แย่กว่ากัน?

2.

นัดหมายประชุม 13.00 น. ทำยังไงดี

  1. เข้า 13.10 ก็ได้ เริ่มต้นเขายังไม่คุยอะไรมาก
  2. มาถึง 13.00 แต่ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน
  3. เข้าตรงเวลา 13.00 เป๊ะๆ
  4. เผื่อเวลามาถึง 12.55 นั่งรอเริ่มประชุม

ทำยังไงดีที่สุด?

3.

ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ 5 วัน

นอนดึก ตื่นสาย ขึ้นทางด่วน เสีย 60 บาท ถึงที่ทำงานทันเวลา

จัดเวลา ตื่นเช้า วิ่งข้างล่าง ถึงทันเวลาเหมือนกัน

อาจไม่ใช่กับทุกคน แต่พอทำได้หรือไม่? อย่างไร?

เราต้องจัดการเวลา หรือไม่เวลาจะจัดการเรา

เผื่อเป็นไอเดียครับ

Advertisement

จะหนาวอีกกี่วัน?

frozen.jpg

ช่วงนี้ประเทศไทยสัมผัสกับความหนาว อุณหภูมิลดลงทั่วประเทศ ทำให้ทุกคนได้คึกคักกับบรรยากาศของหน้าหนาว สิ่งที่ทุกคนถามกันเมื่อพบกับวันที่อากาศหนาวก็คือ…

จะหนาวไปอีกนานไหม? หนาวไปอีกกี่วัน?

เป็นหน่วยงานที่โดนแซวเยอะมากๆสำหรับ กรมอุตุฯ ไม่ว่าจะพยากรณ์ว่าฝนตก อากาศหนาว พายุเข้า ฯลฯ ส่วนมากโดนแซวและมีคำถามเกิดขึ้นเช่นกันว่า…

แม่นจริงหรือเปล่า?

วันนี้เลยพามาดูว่า ทำไมพยากรณ์อากาศถึงแม่นยาก และมักจะผิดบ่อยๆ

  • การพยากรณ์อากาศต้องใช้ข้อมูลเยอะมากๆ ทุกวันนี้มีสถานีตรวจอากาศอยู่ทั่วโลกมากกว่า 11,000 แห่งที่คอยเก็บรวบรวมข้อมูลอุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้น ความเร็วลม-ทิศทางกระแสลม ฝนตก และอื่นๆ ยังไม่รวมถึงเครื่องบิน เรือเดินสมุทร บอลลูนตรวจอากาศที่ก็ช่วยกันทำงาน เพื่อส่งต่อข้อมูลมายังสถานีภาคพื้น
  • เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ยังต้องเอามาประมวลด้วย super computer ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณ การทำแผนที่อากาศ โดยการพยากรณ์ก็จะทำโดยการเทียบสภาพที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน กับรูปแบบเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
  • หลังจากได้ข้อมูลจาก super computer แล้ว ผู้พยากรณ์ยังต้องมาใช้ความสามารถในการแปลข้อมูล ความหมาย เปรียบเทียบกับหลายๆการคำนวณ จึงออกมาเป็นผลการพยากรณ์
  • ดังนั้นผลของการพยากรณ์ ถ้าจะให้แม่น ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลดิบที่ส่งมาว่ารวดเร็ว ทันเหตุการณ์ขนาดไหน
  • นอกจากนี้ เรื่องของพื้นที่ยังมีส่วนทำให้การพยากรณ์ผิดพลาด เช่น พื้นที่แห้ง กับ พื้นที่หิมะตก อาจอยู่ห่างกันแค่เพียง 48 กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้น ด้วยระยะทางที่ใกล้กันมากๆ แต่มีความต่างขอสภาพอากาศ คนในพื้นที่ก็อาจมองว่าไม่แม่นได้ง่าย
  • หรือกระทั่งอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ก็อาจจะไม่แม่นยำได้ เทอร์โมมิเตอร์ บอลลูนตรวจอากาศ ฯลฯ หรือรวมถึงปัจจัยของคนด้วย
  • อย่างไรก็ดีสถานการณ์ของการพยากรณ์อากาศตอนนี้ก็ดีขึ้นมากๆแล้ว การพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 5 วันในสมัยนี้ มีความแม่นยำพอๆกับการพยากรณ์ล่วงหน้าแค่ 2 วันเมื่อ 30 ที่แล้ว คุณภาพของ super computer ก็ดีขึ้นเรื่อยๆทำให้ไม่ต้องเดาเยอะเหมือนแต่ก่อน และเดี๋ยวนี้นักพยากรณ์อากาศสามารถแบ่งพื้นที่โลก (ที่เป็นตารางๆ) สำหรับพยากรณ์ เหลือเพียง 13 ตร.กม. จากสมัยก่อนที่เป็นตาราง 338 ตร.กม. คือละเอียดขึ้นมาก
  • เป้าหมายของการพยากรณ์อากาศ คืออยากจะให้เกิดความแม่นยำและรวดเร็วเหมือนกับ Google Map ที่เราใช้ดูสภาพการจราจรแบบ real-time เลยทีเดียว

ถ้าแม่นยำขนาดนั้น…เราคงอดแซวกรมอุตุฯกันละ

เล่าสู่กันฟัง สุขสันต์อากาศหนาวครับ

อ้างอิง  The Economist

ดอกเบี้ย

calculator.jpg

ว่ากันด้วยเรื่องของดอกเบี้ย…

ดอกเบี้ยโดยทั่วไปแล้วประกาศเป็นอัตรา ต่อปี ครับ

สมมติเราไปฝาก เงินฝากประจำ 1 ปี ได้ดอกเบี้ย 1.30% นั่นก็หมายถึง 1.30% ต่อปี ฝาก 1 ปีถึงจะได้ผลตอบแทน 1.30% เช่นฝาก 10,000 ผ่านไป 1 ปี ก็ได้ดอกเบี้ย 10,000 x 0.013 = 130 บาท

ถ้าฝากไม่เต็มงวดล่ะ เช่นฝากไป 250 วัน โดยทั่วไปดอกเบี้ยก็ถูกคำนวณเป็นวันครับ คือเอาดอกเบี้ย ต่อปี มาหารเป็นต่อวันก่อน แล้วค่อยคิดเป็นวันตามจริง ตามตัวอย่างนี้ก็ได้ดอกเบี้ยวันละ 0.013/365 = 0.0000356164 ฝาก 10,000 บาทไป 250 วัน ดังนั้นได้ดอกเบี้ย 0.0000356164 x 250 x 10,000 = 89 บาท (ดอกเบี้ยบัตรเครดิตถ้าเราจ่ายขั้นต่ำหรือผิดนัดชำระ ก็คิดดอกเบี้ยเราต่อวันครับ)

ทีนี้เราก็พอจะรู้แนวแล้วว่าสามารถคำนวณดอกเบี้ยปรับตามระยะเวลาได้อย่างไร เช่นถ้ายืมเงินคิดดอกเบี้ยกัน 1 เดือน อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ดังนั้นดอกเบี้ยคือ 0.06/12 = 0.005 (หรือ 0.5% ต่อเดือน)

กลับกันเวลาที่ได้ยินสินเชื่อเงินสดมาโฆษณาว่า 0.89% ต่อเดือน เหมือนถูก แต่จริงๆแล้วดอกเบี้ยคือ 0.89 x 12 = 10.68% ต่อปี

หรือเวลาที่ไปซื้อกองทุนรวมที่มีระยะเวลา เช่นกองทุน 6 เดือนคาดว่าจะได้ผลตอบแทน 1.40% สมมติฝากไป 10,000 เมื่อครบ 6 เดือนก็ไม่ใช่จะได้ผลตอบแทน 0.014 x 10,000 = 140 แต่ว่าได้ครึ่งเดียวคือ 0.7% ดังนั้นได้ดอกเบี้ย 0.007 x 10,000 = 70 บาท

เช่นกันถ้าลงทุนกองทุน 3 เดือนคาดว่าจะได้ผลตอบแทน 1.20% ก็ใช่ว่าครบ 3 เดือนแล้วจะได้ 120 บาท แต่ว่าได้ 1.20%/4 =0.3% หรือเท่ากับ 10,000 x 0.003 = 30 บาทครับ

แต่การลงทุนที่มีระยะเวลาความถี่ต่างกัน ก็ให้ผลตอบแทนที่ต่างกันนะครับ เกิดจากการทบต้นของดอกเบี้ย จากตัวอย่างเดิม ลงทุนกองทุนที่คาดจะให้ผลตอบแทน 1.20% ถ้าลงทุนรวดเดียว 1 ปีเลยด้วยเงิน 10,000 บาท ก็จะได้ดอกเบี้ย 0.012 x 10,000 = 120 บาท รวมเงินต้นเป็น 10,120 บาท

แต่ถ้าลงกองทุน 3 เดือนที่ให้ผลตอนแทน 1.20% ต่อปีเหมือนกัน ลงทุน 3 เดือนได้มา 30 บาท รวมเงินต้นเป็น 10,030 บาท แล้วเอาไปลงทุนต่อในกองทุน 3 เดือนที่ให้ผลตอบแทน 1.20% ต่อปีอีกรอบ ทีนี้จะได้ผลตอบแทนเป็น 0.003 x 10,030 = 30.09 บาท รวมแล้วเป็น 10,060.09 บาท ทำไปครบปีจะเป็นแบบนี้

10,000 x 0.003 = 10,030
10,030 x 0.003 = 10,060.09
10,060.09 x 0.003 = 10,090.27
10,090.27 x 0.003 = 10,120.54 สรุปคือได้เพิ่มมาอีก 0.54 บาท (แหม ใช้ตัวอย่างมูลค่าน้อยไปหน่อย)

ดังนั้นด้วยดอกเบี้ยต่อปีที่เท่ากัน ถ้ามีการทบต้นที่ถี่มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นที่มาของโอกาสในการลงทุนที่เคยได้ยกตัวอย่างไว้ใน โอกาสในตลาดหุ้น

หวังว่าบทความนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดคำนวณดอกเบี้ยและผลตอบแทนมากขึ้นครับ

…อยากเจอ

meeting

If it’s not that important, send an email. If it’s important but not mission critical, pick up the phone. If it’s critically important to the success of your organization, go see someone.”

เทคโนโลยีช่วยให้เรามีทางเลือกในการติดต่อสื่อสารกันมาขึ้นทั้งในรูปแบบของข้อความ (Line, Messenger ฯลฯ) หรือว่ารูปแบบภาพเคลื่อนไหว (Video call, Skype ฯลฯ) เพิ่มความสะดวกให้กับเราและหลายคนเลือกที่จะใช้เป็นช่องทางหลักในการติดต่อสื่อสาร

อย่างไรก็ดีในมุมของการสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในทางธุรกิจ การพบปะแบบหน้าต่อหน้า (Face-to-face) ก็ยังคงมีความสำคัญ 

วันนี้มีความเห็นจาก Michael Massari, Senior Vice President ของ Caesars Entertainment ถึงความสำคัญของ การพบปะแบบหน้าต่อหน้า forbes.com

*ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไร จะเทคโนโลยีขั้นสุดยอดขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับคนอยู่แล้ว การพบปะแบบหน้าต่อหน้าเป็นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการดึงความสนใจ ดึงการมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเพิ่มความร่วมมือร่วมใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ นอกจากนี้การเจอหน้ากันช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งแต่ละอย่างล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จทางธุรกิจ

*ในการหาลูกค้าใหม่ การปิดการขาย การทำข้อตกลงทางธุรกิจ รวมถึงการร่วมมือกันด้านต่างๆ ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับการพบกันหน้าต่อหน้า ลองพิจารณาดูโอกาสในการ say “Yes” ตอบตกลงในสถานการณ์ระหว่างการพบกันกับการติดต่อทาง email หรือ โทรศัพท์ เพราะว่าสองช่องทางหลัง การปฏิเสธทำได้ง่ายกว่ามาก

*ในขณะเดียวกัน การพบปะหน้าต่อหน้า ทำให้ได้ศึกษาทำความรู้จักอีกฝ่ายได้มากขึ้น ผ่านทางอากัปกิริยา ภาษากาย (Body language)

*แม้คนรุ่นใหม่จะใกล้ชิดกับเทคโนโลยี แต่จริงๆแล้วคนรุ่นนี้ต้องการการตอบรับ (Like, Follow, View ฯลฯ) ขณะเดียวกันก็ชอบที่จะมีสังคม พบปะ เรียนรู้ และอยากเติบโต การพบปะหน้าต่อหน้าช่วยเติมความเป็นมืออาชีพ ส่งเสริมความสามารถของแต่ละคนให้พัฒนาขึ้น

*การพบปะประชุมกันหน้าต่อหน้า เดิมทีอาจจะมองเป็นเพียง สิ่งที่ต้องทำ (แค่เป็น routine) แต่ปัจจุบันเราสามารถเปลี่ยนมุมมองของการประชุมเป็นการช่วยกันคิด ช่วยกันหาคำตอบ หาทางออก

*ดังนั้น ถ้าอยู่ไกล ก็ใช้เทคโนโลยีช่วย แต่ถ้าอยู่ใกล้ๆกัน การเจอหน้ากันเป็นทางเลือกที่ดีกว่าแน่นอน

*และคำแนะนำสำหรับองค์กร การลงทุนที่จะให้สมาชิกได้เดินทางมาพบกัน (อาจจะครั้งแรกตอนเริ่ม project หรืออาจจะให้พบกันสม่ำเสมอ) จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าในฐานะที่มีส่วนช่วยเพิ่ม productivity

สุดท้าย ถ้าสิ่งที่จะสื่อสารไม่สำคัญ ใช้ email ถ้าสำคัญแต่ไม่ถึงกับชี้เป็นชี้ตาย โทรก็พอ แต่ถ้าสำคัญมากขนาดนั้นสำหรับธุรกิจ ไปพบดีกว่า…

น้อยดีกว่ามาก

justice

Better is a little with righteousness
    than great revenues with injustice. – Proverbs 16:8 (ESV) 

ในการทำงานเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆ จริงๆแล้วมีช่องทางในการเอารัดเอาเปรียบ ไม่ซื่อตรงได้เยอะมากๆ (โดยไม่ผิดกฎด้วยนะ) อยู่ที่เพียงการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ ผู้ที่ติดตามการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นก็คงจะทราบกันดีในเคสต่างๆที่เกิดขึ้นและเป็นข่าว

อันที่จริงว่าไปก็ทุกวงการ ทั้งที่เป็นองค์กรและบุคคล จะการเงิน การลงทุน ค้าขาย บริษัทห้างร้านต่างๆ รวมถึงคนทำงานทุกสายอาชีพ สิ่งสำคัญคือเราให้น้ำหนักกับสิ่งที่เรียกว่าความชอบธรรม (righteousness) มากน้อยเท่าไร หรือว่าเราให้ความสำคัญกับรายได้ (revenues) แบบไม่ยุติธรรมมากกว่า

ในที่นี้ไม่ใช่ว่าให้หารายได้กันน้อยๆ แต่หมายถึงให้หาทางหารายได้มากๆด้วยวิธีการที่ชอบธรรมมากกว่า

มีเล็กน้อยพร้อมกับมีความชอบธรรม ก็ดีกว่ามีรายได้มากพร้อมกับความอยุติธรรม

พักทบทวน

sunrise

แม้เราจะมีภารกิจการงานยุ่งๆ แต่วันเสาร์-อาทิตย์ก็เป็นโอกาสดีที่จะทบทวนและชำระความคิดให้ปลอดโปร่ง วันนี้มี 9 แนวทางที่จะช่วยพัฒนาจิตใจเราได้ lifehack.org

  1. เขียนสิ่งที่เราประทับใจหรืออยากจะขอบคุณวันละ 3 อย่างเป็นอย่างน้อย
  2. อย่าไปทะเลาะหรือมีเรื่องกับคนไม่รู้จักกัน
  3. ฉลองความสำเร็จเล็กๆน้อยๆบ่อยๆ
  4. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น มองที่ตัวเราเอง
  5. อย่าปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอ ฮึดๆเข้าไว้
  6. จัดบ้าน จัดโต๊ะทำงาน จัดตู้ ฯลฯ ของที่ไม่ได้ใช้งานมานาน เอาทิ้งไปบ้าง
  7. ใช้ถ้อยคำแง่บวก
  8. แต่ถ้าเศร้าร้องไห้บ้างก็ได้
  9. หาโอกาสที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเอง

ดูแล้วไม่ยาก ลองทบทวนกันดูครับว่าเราจะลองทำอะไรได้บ้างครับ

Your positive action combined with positive thinking results in success – Shiv Khera

Time to write!

typewriter-801921_1280.jpg

If you don’t write when you don’t have time for it, you won’t write when you do have time for it.

Katerina Stoykova Klemer

  • จากที่ได้ลองเขียน blog มาประมาณหนึ่งเดือน ณ จุดนี้ยังรู้สึกดีมากๆที่ยังเขียนได้ทุกวัน บางวันคิดออกเร็ว บางวันคิดออกช้า บางวันต้องนอนดึกบ้างเพราะอยากจะรับผิดชอบงานเขียนนี้ให้สำเร็จ
  • สำหรับคนที่สนใจงานเขียน ก็ขอยกถ้อยคำข้างต้นมาฝาก (ขอแปลเป็นคำพูดตัวเองนะครับ)
  • หากเราไม่เขียนตอนที่เราไม่มีเวลา ก็อย่าคิดเลยว่าตอนที่เรามีเวลา แล้วเราจะเขียน…
  • ยินดีที่ได้เขียนให้ทุกคนอ่านและเชื่อว่าสิ่งที่เขียนจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่อ่านได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ

ยังไม่ final

final
หลายๆคนคงเคยมีประสบการณ์ตอนเรียน โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลุ่มตอน ป.โทน่าจะรู้ซึ้งกับการทำรายงานและ presentation file ซึ่งรูปแบบมักจะเป็นประมาณนี้…

  • presentation final
  • presentation final 1
  • presentation final by xxx
  • presentation real final
  • presentation final final
  • presentation final final jing jing 555 แล้วถึงเวลาจะ present ต้องหันมาถามกันว่าสรุปเอา file ไหน

ในการทำงานกลุ่ม งาน presentation แม้จะมีกำหนดเวลาส่งตายตัว แต่ทุกคนทุกทีมก็พยายามที่จะปรับปรุง แก้ไข ตกแต่ง เพิ่มเติม ให้เนื้อหาและคุณภาพออกมาดีที่สุด

+++++++++++++++++++++++

แต่ในชีวิตจริงไม่เป็นเช่นนั้น!!!

ในชีวิตเราไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวในการปรับปรุงตัว แก้ไขลักษณะนิสัย เพิ่มพูนความสามารถ ทุกวันเป็นวันที่เริ่มต้นใหม่ได้สำหรับการเพิ่มคุณภาพวิถีชีวิตให้ออกมาดีที่สุด…

เนื้อหาของรายงานอาจจะหมดเวลาเขียน แต่เนื้อหาของชีวิต เราเขียนเพิ่มใหม่ได้ทุกวัน

ได้ feeling

598778.jpg

วันนี้ไปกินอาหารมื้อเย็น ร้านตามสั่งนี่ล่ะ แต่ว่าเพิ่งเคยกินร้านนี้ครั้งแรก สั่งอาหารอะไรเรียบร้อยก็สั่งน้ำ

พอมาเสิร์ฟก็นำมาด้วยจาน+ช้อนส้อม แก้ว+หลอด น้ำแข็งเป็นถัง ตามด้วยน้ำ แถมน้ำยังแช่เย็นมาด้วย พร้อมยากันยุงเสร็จสรรพ แล้วอาหารก็มา รอไม่นาน

เจอบริการแบบนี้มันก็ได้ feeling…

คือผมประทับใจตรงน้ำแช่เย็นมาให้นี่แหละ รู้ว่ามีน้ำแข็งแต่ว่าก็ยังแช่เย็นมาด้วย เพราะว่าบางที่ก็ไม่แช่ แล้วบริการอื่นๆก็พร้อมดี

บ่อยครั้งเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับการบริการ แต่ถ้าผู้ให้บริการเตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี ก็สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้บริการได้เช่นกัน

คือมันได้ feeling…

อย่าให้ไฟลุกลาม

wildfire
Source http://www.bbc.com/news/world-us-canada-42297370

ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ ในรัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบเสียหายรุนแรง ดูคลิป

ไฟป่าที่มีชื่อเรียกว่า Thomas Fire ซึ่งกินพื้นที่ไปแล้วกว่า 230,000 เอเคอร์ (930 ตร.กม.) ถือเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ลำดับห้าในประวัติศาสตร์ของรัฐฯ ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปกว่า 1,000 แห่ง อีกกว่า 93,243 คนต้องอพยพ และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย CNN

++++++++++++++++++++++++

คำถามชวนคิด : พื้นที่ป่าแบ่งเป็นโซน A กับ B มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลาง ไฟไหม้ป่าลุกลามอยู่ในโซน A ชายคนนี้ต้องทำอย่างไรถึงจะรอด (เหตุการณ์สมมติ)

.

.

.

ตอบ : เขาเผาป่าโซน B (ทำแนวกันไฟ) ถึงจะรอด

เพราะว่าเขายอมเผา ยอมสูญเสียโซน B ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่น่าอภิรมย์เสียเลย แต่ก็ทำ ถึงจะรอด

++++++++++++++++++++++++

ที่โซน A มีสถานการณ์การทำงานที่ไม่ก้าวหน้าลุกลามอยู่
เราจะเผาความขี้เกียจที่โซน B ไหม…

ที่โซน A มีความไม่กล้าทำลุกลามอยู่
เราจะเผาความกลัวที่โซน B ไหม…

ที่โซน A มีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมลุกลามอยู่
เราจะเผาความไม่ถูกต้องที่โซน B แล้วเดินออกมาไหม…

หรือที่โซน A มีความรุนแรงลุกลามอยู่
เราจะเผาอารมณ์ร้อนที่โซน B ไหม…

สิ่งที่ไม่ดีกำลังลุกลามเข้ามาถึงเรา
เราจึงต้องเผาบางอย่างในฝั่งของเรา
ยอมสูญเสีย ยอมไม่สบาย ยอมเปลี่ยนการตัดสินใจเสีย
ถึงจะรอด…